บทนำสั้น ๆ
VPN ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวและปลดบล็อกคอนเทนต์ แต่มีสถานการณ์ที่คุณควรปิด VPN เช่น ต้องการสตรีมเนื้อหาท้องถิ่น ความเร็วเชื่อมต่อดีขึ้น หรือต้องการประหยัดแบตบน iPhone คู่มือนี้อธิบายทั้งวิธีปิดชั่วคราว ตัดการเชื่อมต่อในแอพ ตั้งค่าจาก Settings และการลบโปรไฟล์เมื่อจำเป็น พร้อมคำแนะนำเรื่องความเสี่ยงที่ต้องรู้

  1. เมื่อใดควรปิด VPN
  • ต้องการเข้าถึงบริการที่ล็อกตำแหน่งประเทศ เช่น ธนาคารหรือสตรีมมิ่งท้องถิ่น
  • VPN ทำให้ความเร็วช้าจนไม่สามารถใช้งานได้ เช่น วิดีโอคอลหรือเกมออนไลน์
  • ต้องการประหยัดแบตเตอรี่เมื่อใช้งานต่อเนื่อง
  • ตรวจสอบปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่าย (เช่น DNS หรือ IPv6 leak) — การมี VPN ไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมดเสมอไป ตามการสังเกตปัญหา IPv6 ที่อาจรั่วแม้ VPN ทำงานอยู่ (ดูที่มา)
  1. ปิด VPN ผ่านแอพของผู้ให้บริการ (วิธีที่ง่ายที่สุด)
  • เปิดแอพ VPN บนหน้าจอหลัก iPhone ของคุณ
  • มองหาปุ่ม “Disconnect” หรือไอคอนรูปพลังงาน/สวิตช์ ปกติจะอยู่หน้าแรกของแอพ
  • แตะเพื่อยกเลิกการเชื่อมต่อ รอจนแอพยืนยันว่าหยุดเชื่อมต่อแล้ว
  • ยืนยันได้โดยดูที่บาร์สถานะด้านบน: ถ้าคำว่า “VPN” หายไป แปลว่าไม่ได้เชื่อมต่อแล้ว
  1. ปิด VPN จาก Settings (เมื่อไม่แน่ใจว่าแอพไหนกำลังเชื่อมต่อ)
  • เปิดแอพ Settings บน iPhone
  • เลื่อนลงหาเมนู “VPN” โดยตรง หรือเข้า General > VPN & Device Management ขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน iOS
  • บนหน้า VPN จะแสดงการเชื่อมต่อปัจจุบัน หากสถานะเป็น “Connected” ให้สลับเป็น “Not Connected”/ปิดการเชื่อมต่อ
  • การปิดด้วยวิธีนี้จะไม่ลบโปรไฟล์ VPN ออก — คุณยังสามารถเปิดใหม่ได้ภายหลัง
  1. ถอดโปรไฟล์ VPN ออกจาก iPhone (ลบแบบถาวร)
  • เข้า Settings > General > VPN & Device Management > VPN Profiles
  • แตะที่โปรไฟล์ที่ต้องการแล้วเลือก “Delete VPN” หรือ “Remove Profile”
  • ยืนยันการลบ โปรไฟล์จะหายไปและไม่สามารถเชื่อมต่อได้จนกว่าจะติดตั้งใหม่
  • ควรสำรองข้อมูลการเข้าสู่ระบบหรือคีย์ก่อนลบ ถ้าจำเป็นต้องใช้อีกในอนาคต
  1. ปิดการเชื่อมต่ออัตโนมัติและแอพที่สับสน
  • ตรวจสอบการตั้งค่าในแอพ VPN ว่ามีตัวเลือก “Connect on demand” หรือ “Auto-connect” หรือไม่ ปิดฟีเจอร์นี้เพื่อหยุดการเชื่อมต่ออัตโนมัติบนเครือข่ายที่คุณเชื่อถือ
  • บางแอพอาจตั้งค่าให้รีคอนเน็กต์เมื่อ Wi-Fi หลุด ปิดการตั้งค่านี้ในแอพเพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อซ้ำโดยไม่ตั้งใจ
  1. ผลกระทบและข้อควรรู้หลังปิด VPN
  • ความเป็นส่วนตัว: การปิดหมายถึงการรับส่งข้อมูลของคุณกลับไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และเว็บไซต์จะเห็นที่อยู่ IP จริงของคุณ
  • ความปลอดภัย: บนเครือข่ายสาธารณะ เช่น Wi‑Fi สาธารณะ การปิด VPN จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกดักข้อมูล หากต้องใช้งานอะไรสำคัญให้เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายที่เชื่อถือได้
  • ประสิทธิภาพ: บางครั้งปิด VPN ช่วยลดความหน่วงและเพิ่มความเร็ว โดยเฉพาะเมื่อปัญหามาจากเซิร์ฟเวอร์ VPN ที่ไกลหรือแออัด
  • ปัญหา DNS/IPv6: แม้เชื่อว่า VPN ปิด คุณควรทดสอบว่าไม่มีการรั่วของ IPv6 หรือ DNS ตามกรณีศึกษาเกี่ยวกับการรั่วของที่อยู่ IP ที่อาจเกิดขึ้น
  1. ตรวจสอบว่าปิดสำเร็จแล้วอย่างไร
  • บน iPhone: สังเกตไอคอน “VPN” บนแถบสถานะ หากหายไปแปลว่าปิดแล้ว
  • ทดสอบที่อยู่ IP: ใช้บริการตรวจสอบ IP ผ่านเบราว์เซอร์เพื่อดูว่า IP เปลี่ยนกลับเป็นของผู้ให้บริการเครือข่ายหรือไม่ (ระวังใช้บริการที่เชื่อถือได้)
  • ตรวจสอบ DNS/IPv6: หากความเป็นส่วนตัวสำคัญ ให้ทดสอบการรั่วของ DNS และ IPv6 โดยใช้เครื่องมือทดสอบออนไลน์ที่ไว้ใจได้
  1. สถานการณ์เฉพาะ: ต้องปิดเพื่อสตรีมหรือทำธุรกรรม
  • สตรีมมิ่งท้องถิ่น: บริการสตรีมมิ่งบางแห่งตรวจสอบตำแหน่งที่อยู่ IP หากคุณต้องการดูเนื้อหาในประเทศของคุณ ให้ปิด VPN หรือเลือกเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นประเทศเดียวกัน
  • ธุรกรรมการธนาคาร: ธนาคารบางแห่งบล็อกการล็อินจาก IP ต่างประเทศ หากระบบเตือนผิดปกติ ให้ปิด VPN ชั่วคราวแล้วล็อกอินจากการเชื่อมต่อปกติ
  1. ข้อแนะนำด้านความปลอดภัยเมื่อปิด VPN
  • หลีกเลี่ยงเครือข่ายสาธารณะเมื่อต้องส่งข้อมูลสำคัญ ถ้าจำเป็น ให้เปิด HTTPS เท่านั้นและพยายามใช้เครือข่ายที่เชื่อถือได้
  • หากต้องปิด VPN บ่อย พิจารณาใช้ฟีเจอร์แยกแอพ (split tunneling) ในแอพ VPN บางตัว เพื่อให้แอพที่ต้องการปลอดภัยยังใช้ VPN ในขณะที่แอพอื่นใช้การเชื่อมต่อปกติ
  • ติดตามข่าวสารความปลอดภัยและการอัปเดตของแอพ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงช่องโหว่หรือบั๊ก
  1. FAQ แบบสั้น
  • ถ้าปิดแล้วแต่ยังเห็นคำว่า VPN? ตรวจสอบว่าไม่มีแอพอื่นเชื่อมต่ออยู่ หรือเข้า Settings แล้วปิดทุกโปรไฟล์
  • ปิด VPN จะทำให้แบตหมดช้าลงจริงไหม? บ่อยครั้งการเชื่อมต่อ VPN ต่อเนื่องใช้พลังงานเพิ่ม การปิดอาจช่วยประหยัดแบตได้บ้าง
  • ถ้าลบโปรไฟล์แล้วจะติดตั้งใหม่ได้หรือไม่? ได้ สามารถติดตั้งใหม่จากแอพผู้ให้บริการหรือไฟล์โปรไฟล์ที่ได้รับ

สรุปสั้น ๆ
การปิด VPN บน iPhone มีหลายทางเลือก: ผ่านแอพของผู้ให้บริการ, ปิดจาก Settings หรือถอดโปรไฟล์ถ้าต้องการลบแบบถาวร แต่ต้องตัดสินใจโดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในเครือข่ายที่คุณใช้งาน

📚 อ่านต่อ (แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม)

ด้านล่างคือบทความจากสำนักข่าวและคู่มือเทคนิคที่อธิบายปัญหาการรั่วของที่อยู่ IP และแนวทางความปลอดภัยเมื่อใช้ VPN

🔸 ทำไม VPN บางครั้งไม่ปกปิดที่อยู่ IP ของคุณทั้งหมด
🗞️ แหล่งที่มา: clubic – 📅 2026-02-14
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

🔸 Rufus ตำหนิไมโครซอฟท์เกี่ยวกับช่องทางดาวน์โหลด Win11
🗞️ แหล่งที่มา: ithome – 📅 2026-02-14
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

🔸 ความปลอดภัยไซเบอร์เวลาเดินทาง: NordVPN หรือ ProtonVPN
🗞️ แหล่งที่มา: futura-sciences – 📅 2026-02-14
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

บทความนี้รวบรวมข้อมูลสาธารณะและมีการใช้ความช่วยเหลือจาก AI ในการเรียบเรียง
เนื้อหาเพื่อการแบ่งปันและอภิปรายเป็นหลัก — ไม่ได้แทนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด
หากพบข้อมูลผิดพลาด โปรดแจ้งเราเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง

30 วัน

ไฮไลท์คืออะไร? ลองใช้ NordVPN ได้แบบไม่มีความเสี่ยง!

เรามีการรับประกันคืนเงินภายใน 30 วัน — ถ้าไม่พอใจ ยกเลิกได้และขอเงินคืนเต็มจำนวนภายใน 30 วันโดยไม่ต้องตอบคำถาม
รองรับวิธีชำระเงินทุกประเภท รวมถึงคริปโตเคอเรนซี่ด้วย

สมัคร NordVPN