การใช้ VPN บนมือถือช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัว เข้าถึงคอนเทนต์ต่างประเทศ และป้องกันการดักจับข้อมูล แต่บางครั้งการปิด VPN ชั่วคราวหรือถาวรก็จำเป็น — เพื่อความเร็วในการเชื่อมต่อ เข้าถึงบริการท้องถิ่น ลดการใช้แบต และแก้ปัญหาการเชื่อมต่อกับแอปหรือเครือข่ายบางตัว บทความนี้อธิบายครบตั้งแต่เหตุผล วิธีปิดบน iPhone ขั้นตอนตรวจสอบผลลัพธ์ และคำแนะนำด้านความปลอดภัยเมื่อตัดสินใจปิด

ทำไมต้องปิด VPN บ้าง

  • ความเร็วและหน่วงต่ำกว่า: การเชื่อมต่อผ่านเซิร์ฟเวอร์ VPN อาจเพิ่มระยะทางและการเข้ารหัส ทำให้ช้าเมื่อสตรีม เกม หรือวิดีโอคอล การปิด VPN ชั่วคราวช่วยคืนความเร็วต้นทาง
  • เข้าถึงบริการท้องถิ่น: บริการธนาคาร แอปสตรีมมิ่ง หรือเนื้อหาที่ล็อกตามประเทศอาจบล็อกการเข้าใช้งานเมื่อเซิร์ฟเวอร์มาจากต่างประเทศ การปิด VPN ช่วยให้ระบบยืนยันตำแหน่งจริงได้
  • ประหยัดแบตและข้อมูล: การเข้ารหัสต่อเนื่องกินพลังงานและทรัพยากรเครือข่าย การปิดเมื่อไม่จำเป็นช่วยยืดแบตเตอรี่
  • แก้ปัญหาการเชื่อมต่อ: บางครั้งแอปไม่ทำงานหรือไม่สามารถเชื่อมต่อเพราะ VPN ทำให้เส้นทางเครือข่ายเปลี่ยน การปิดมักเป็นวิธีแก้ปัญหาเร็วที่สุด
  • นโยบายองค์กรหรือเครือข่าย: ในบางเครือข่ายหรือแอป อาจต้องปิด VPN เพื่อให้ระบบยอมรับการเชื่อมต่อหรือการตรวจสอบตัวตน

เมื่อไม่ควรปิด VPN

  • เมื่อใช้เครือข่ายสาธารณะ เช่น Wi‑Fi สาธารณะ ในสถานี แอร์พอร์ต หรือร้านกาแฟ เพราะเสี่ยงต่อการถูกดักข้อมูล (Man-in-the-Middle) และบุคคลที่สามอาจสอดส่องการจราจรเครือข่าย
  • เมื่อทำงานระยะไกลกับข้อมูลที่เป็นความลับหรือเชื่อมต่อกับระบบขององค์กรที่ต้องการความปลอดภัยสูง
  • หากต้องการซ่อนตำแหน่งจริงเพื่อความปลอดภัยหรือหลีกเลี่ยงการติดตาม

วิธีปิด VPN บน iPhone — ขั้นตอนทีละขั้น (รวดเร็วและปลอดภัย)

  1. ปิดผ่านแอป VPN (วิธีง่ายที่สุด)
  • เปิดแอป VPN บนหน้าจอหลัก
  • มองหาปุ่ม “Disconnect” หรือไอคอนพลังงาน (power) แล้วแตะ
  • รอจนแอปยืนยันสถานะว่า “Disconnected” หรือไม่มีไอคอน VPN บนแถบสถานะด้านบน
  • ข้อดี: ใช้งานง่าย ยกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องลบการตั้งค่า
  1. ปิดผ่านการตั้งค่า iPhone (เมื่อต้องการยืนยันหรือไม่รู้ว่าแอปไหนเปิด)
  • เปิด Settings (การตั้งค่า) > General (ทั่วไป) > VPN & Device Management หรือค้นหา “VPN”
  • หน้า VPN จะแสดงโปรไฟล์หรือสถานะการเชื่อมต่อ แตะสวิตช์เพื่อเปลี่ยนจาก Connected → Not Connected
  • หากมีหลายโปรไฟล์ ให้เลือกโปรไฟล์ที่กำลังเชื่อมต่อแล้วสลับปิด
  • ข้อดี: เหมาะเมื่อแอปทำงานเบื้องหลังหรือแอปไม่มีอินเตอร์เฟซที่ชัดเจน
  1. ลบโปรไฟล์ VPN (เมื่อไม่ต้องการใช้อีกต่อไป)
  • ถ้าต้องการลบการตั้งค่าให้ไปที่ Settings > General > VPN & Device Management
  • เลือกโปรไฟล์ VPN ที่ต้องการ แล้วแตะ “Delete VPN Profile”
  • ระวัง: การลบจะทำให้ไม่สามารถกลับมาใช้ได้ทันที ต้องติดตั้งโปรไฟล์หรือแอปใหม่หากต้องการใช้อีกครั้ง
  1. ปิดการเชื่อมต่อเฉพาะแอป (Split tunneling) — หากแอป VPN รองรับ
  • บางผู้ให้บริการมีฟีเจอร์ให้เลือกแอปที่ไม่ต้องผ่าน VPN (เช่น แอปธนาคารให้ใช้เส้นทางปกติ)
  • ตรวจสอบการตั้งค่าในแอป VPN แล้วกำหนดแอปที่ต้องการให้ข้าม VPN (คำว่า split tunneling, app bypass หรือ exclusions)
  • ข้อดี: คงความปลอดภัยเมื่อจำเป็น แต่ลดผลกระทบต่อแอปที่ต้องการการเชื่อมต่อท้องถิ่น

ตรวจสอบว่าปิดสำเร็จอย่างไร

  • มองหาไอคอน VPN บนแถบสถานะด้านบนของ iPhone — หากหายไป แปลว่าไม่ได้เชื่อมต่อ
  • ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตด้วยแอปหรือเว็บทดสอบความเร็ว (speed test) เพื่อเห็นความแตกต่าง
  • เปิดแอป/เว็บที่เคยถูกบล็อกเมื่อใช้ VPN เพื่อตรวจสอบว่าเข้าถึงได้ตามปกติ

ความเสี่ยงและวิธีลดความเสี่ยงเมื่อปิด VPN

  • หลีกเลี่ยงเครือข่ายสาธารณะ: หากต้องปิดในที่สาธารณะ ให้เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือแทน Wi‑Fi สาธารณะ
  • ใช้ HTTPS เสมอ: ตรวจสอบให้เว็บไซต์แสดงล็อกสัญลักษณ์กุญแจเมื่อส่งข้อมูลสำคัญ
  • เปิด VPN แบบเลือกแอป (split tunneling) ถ้าจำเป็น เพื่อให้แอปที่ไวต่อความปลอดภัยยังคงวิ่งผ่าน VPN
  • อัปเดตแอปและ iOS เป็นประจำ ป้องกันช่องโหว่ที่อาจทำให้การปิด VPN ถูกโจมตีจากภายนอก

ปัญหาที่พบบ่อยและการแก้ไข

  • ปุ่ม Disconnect ในแอปไม่ทำงาน: ปิดแอปจาก multitasking แล้วเปิดใหม่ หรือปิดจาก Settings
  • VPN ค้างแสดงว่าเชื่อมต่อแต่จริง ๆ ตัดแล้ว: รีสตาร์ทเครื่อง แล้วตรวจสอบสถานะจาก Settings
  • แอปธนาคารหรือสตรีมมิ่งยังบล็อกเมื่อปิด VPN: ตรวจสอบว่าไม่ได้เปิดเซิร์ฟเวอร์พร็อกซี่ หรือเคลียร์แคช/ข้อมูลแอปก่อนลองใหม่
  • แบตเตอรี่ลดเร็วแม้ปิด VPN: ตรวจสอบแอปพื้นหลังอื่น ๆ และการตั้งค่าพื้นที่ตำแหน่ง (Location)

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ใช้ในไทย

  • ถ้าคุณใช้ VPN เพื่อสตรีมคอนเทนต์ ให้ปิดเฉพาะช่วงที่ต้องยืนยันตำแหน่งหรือชำระเงิน แล้วเปิดใหม่หลังเสร็จ
  • เมื่อเชื่อมต่อ Wi‑Fi สาธารณะ ควรเปิด VPN เสมอ ยกเว้นเมื่อเครือข่ายนั้นจำเป็นต้องปิดเพื่อยืนยันตัวตนแบบท้องถิ่น
  • สร้างนิสัยตรวจสอบไอคอน VPN ก่อนส่งข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลธนาคาร
  • เลือกบริการ VPN ที่มีฟีเจอร์ split tunneling และนโยบายไม่เก็บล็อกเพื่อความยืดหยุ่นและความเป็นส่วนตัว

แง่มุมทางเทคนิคสั้น ๆ จากการเยี่ยมชมศูนย์ข้อมูล VPN การเยี่ยมชมศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการ VPN แสดงให้เห็นว่าการส่งข้อมูลผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง มีค่าใช้จ่ายด้านระยะทาง ความร้อน และการจัดการแบนด์วิดท์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บางครั้งควรปิด VPN เพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า (อ้างอิง: รายงานการเยี่ยมศูนย์ข้อมูลของนักข่าวเทคโนโลยี) เมื่อคุณปิด VPN คุณจะลดการเข้ารหัสระหว่างอุปกรณ์กับปลายทาง แต่ได้แลกด้วยความเร็วที่ดีขึ้นในสถานการณ์ที่ปลอดภัย

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

  • คุณกำลังสตรีมการแข่งขันสดผ่านแอปท้องถิ่น แต่วิดีโอกระตุก เมื่อปิด VPN ชั่วคราววิดีโอทำงานลื่นขึ้น
  • เข้าใช้งานแอปธนาคารแล้วระบบแจ้งล็อกการเข้าใช้งานผิดปกติ เพราะตรวจพบ IP ต่างประเทศ การปิด VPN ทำให้ระบบยอมรับการเข้าสู่ระบบได้
  • ใช้ Wi‑Fi คาเฟ่ แล้วต้องการเช็คอีเมลสำคัญ ควรเปิด VPN ไม่ปิด เพื่อป้องกันการสอดแนม

สรุปสั้น ๆ — ควรปิดเมื่อไรและอย่างไร

  • ปิดเมื่อคุณต้องการความเร็วหรือต้องการเข้าถึงบริการที่ตรวจสอบตำแหน่ง
  • อย่าปิดเมื่อใช้เครือข่ายสาธารณะหรือเมื่อจัดการข้อมูลสำคัญ
  • ใช้วิธีปิดผ่านแอปหรือ Settings ตามสะดวก และลบโปรไฟล์ก็ต่อเมื่อแน่ใจว่าจะไม่ใช้อีก
  • หากไม่แน่ใจ ให้ตั้งค่า split tunneling เพื่อคงความปลอดภัยและความสะดวกควบคู่กันไป

📚 อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง

ด้านล่างนี้เป็นแหล่งข้อมูลเชิงข่าวและบทความที่ช่วยให้เข้าใจความเสี่ยงของการใช้เครือข่ายสาธารณะ การจัดการความเป็นส่วนตัว และภาพรวมศูนย์ข้อมูล VPN

🔸 I visited a VPN data center – here’s what I learned
🗞️ แหล่งข่าว: tomsguide – 📅 2026-02-08
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

🔸 Discord : ce qui peut mal tourner en dix minutes, et comment s’en protéger
🗞️ แหล่งข่าว: clubic – 📅 2026-02-08
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

🔸 പബ്ലിക് വൈഫൈ ഉപയോഗിക്കാറുണ്ടോ? മാൻ-ഇൻ-ദി-മിഡിൽ อันตรายจาก Wi‑Fi สาธารณะ
🗞️ แหล่งข่าว: asianetnews – 📅 2026-02-08
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

📌 ข้อควรทราบ

บทความนี้ผสมผสานข้อมูลจากแหล่งสาธารณะและความช่วยเหลือจาก AI
ข้อมูลมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนเท่านั้น — รายละเอียดทั้งหมดอาจไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
หากคุณพบข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง โปรดแจ้งมาเพื่อเราจะแก้ไขให้ทันที

30 วัน

ไฮไลท์คืออะไร? ลองใช้ NordVPN ได้แบบไม่มีความเสี่ยง!

เรามีการรับประกันคืนเงินภายใน 30 วัน — ถ้าไม่พอใจ ยกเลิกได้และขอเงินคืนเต็มจำนวนภายใน 30 วันโดยไม่ต้องตอบคำถาม
รองรับวิธีชำระเงินทุกประเภท รวมถึงคริปโตเคอเรนซี่ด้วย

สมัคร NordVPN