VPN ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวและเข้ารหัสการเชื่อมต่อ แต่มีสถานการณ์ที่คุณอาจต้องปิด VPN ชั่วคราว เช่น ต้องการเข้าถึงบริการท้องถิ่น ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ดีกว่า หรือต้องการประหยัดแบตเตอรี่ บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดวิธีปิด VPN บน iPhone แบบต่าง ๆ การตัดการเชื่อมต่อ การลบโปรไฟล์ รวมถึงการแก้ปัญหาและข้อแนะนำเพื่อให้คุณควบคุมการใช้งาน VPN ได้อย่างปลอดภัยและสะดวก
ทำไมต้องรู้วิธีปิด VPN
- เข้าถึงเนื้อหาท้องถิ่น: บางบริการจะจำกัดเฉพาะประเทศ ถ้า VPN ตั้งค่าไปยังต่างประเทศ คุณอาจต้องปิดเพื่อดูเนื้อหาท้องถิ่นหรือบริการธนาคาร
- ประสิทธิภาพและแบนด์วิดท์: VPN บางครั้งทำให้ความเร็วลดลง หากคุณต้องการสตรีมความละเอียดสูงหรือเล่นเกม อาจชั่วคราวปิด VPN เพื่อความเสถียร
- ประหยัดแบตเตอรี่และข้อมูล: การเข้ารหัสและเชื่อมต่อตลอดเวลาใช้พลังงานและข้อมูลมากขึ้น เมื่อแบตเหลือน้อยการปิดช่วยได้
- แก้ปัญหาการเชื่อมต่อ: เมื่อเว็บหรือแอปไม่ทำงานตามปกติ การปิด VPN เป็นขั้นตอนแรกของการวินิจฉัย
วิธีปิด VPN บน iPhone — 4 วิธีหลัก
- ปิดผ่านแอป VPN (วิธีง่ายที่สุด)
- เปิดแอป VPN ที่ติดตั้งบนหน้าจอหลัก
- มองหาปุ่ม “Disconnect”, ปุ่มสวิตช์, หรือไอคอนพลังงาน (มักเป็นปุ่มใหญ่ตรงกลาง)
- แตะเพื่อยกเลิกการเชื่อมต่อ รอสักครู่จนแอปยืนยันว่า “Disconnected” หรือไอคอน VPN หายจากแถบสถานะด้านบน
คำแนะนำ: หากแอปมีตัวเลือก Auto-connect หรือ Always-on VPN ให้ปิดฟีเจอร์นั้นด้วย มิฉะนั้นระบบอาจเชื่อมต่อใหม่อัตโนมัติ
- ปิดผ่าน Settings ของ iPhone
- เปิด Settings > General > VPN & Device Management (หรือค้นหา “VPN”)
- หน้า VPN จะแสดงโปรไฟล์หรือการเชื่อมต่อที่ติดตั้งอยู่
- แตะสวิตช์จาก Connected เป็น Not Connected หรือเลือกโปรไฟล์แล้วกด Disconnect
ข้อดี: วิธีนี้ไม่ลบโปรไฟล์ ทำให้คุณสามารถเปิดใหม่ได้ทันทีเมื่อต้องการ
- ปิดผ่าน Control Center (เร็วสุดในหลายกรณี)
- ปัดลงแล้วเปิด Control Center (หรือปัดขึ้นขึ้นอยู่กับรุ่น iPhone)
- หาก VPN app ลงทะเบียนใน Control Center จะมีไอคอน VPN ให้แตะเพื่อปิด/เปิด
หมายเหตุ: ไม่ใช่ทุกแอปจะปรากฏใน Control Center ขึ้นอยู่กับแอปและ iOS
- ลบโปรไฟล์ VPN (เมื่อต้องการเอาออกถาวร)
- ไปที่ Settings > General > VPN & Device Management > VPN
- เลือกไอคอน “i” หรือชื่อโปรไฟล์ แล้วเลือก Delete VPN หรือ Remove Profile
- ยืนยันการลบ แอปอาจยังคงอยู่ แต่การตั้งค่าเชื่อมต่อจะถูกลบ
ข้อเตือนใจ: หากคุณลบแล้วต้องการใช้อีกครั้ง อาจต้องติดตั้งโปรไฟล์หรือเข้าสู่ระบบใหม่ในแอป
การจัดการฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้อง (เพื่อควบคุมพฤติกรรม VPN)
- Auto-connect / Always-on: ปิดหากคุณต้องการควบคุมการเชื่อมต่อด้วยตนเอง
- Kill switch (แอปบางตัวเรียกว่า Network Lock): หากเปิดไว้จะตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหาก VPN ตกหล่น ซึ่งดีสำหรับความปลอดภัยแต่ทำให้การเชื่อมต่อชั่วคราวถูกตัดหาก VPN ผิดพลาด
- Split tunneling: หากแอป VPN มีฟีเจอร์นี้ คุณสามารถกำหนดแอปที่ไม่ผ่าน VPN ได้ เช่น แอปธนาคารผ่านอินเทอร์เน็ตปกติ ส่วนเว็บอื่นใช้ VPN
ปัญหาพบบ่อยเมื่อต้องปิด VPN และวิธีแก้
- ไอคอน VPN ยังขึ้นหลังปิด: รีสตาร์ท iPhone ถ้าหายก็เรียบร้อย หากยังขึ้น ตรวจสอบว่ามีโปรไฟล์หลายอัน — ลบโปรไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งาน
- แอปไม่ยอมเชื่อมต่อหลังปิด/เปิดใหม่: ล้างแคชแอป หรือถอนติดตั้งและติดตั้งใหม่ หากปัญหายังคงอยู่ ให้ตรวจสอบการตั้งค่า DNS และการอนุญาตเครือข่าย
- ความเร็วช้าหลังปิด VPN: บางครั้ง ISP ทำการจำกัดแบนด์วิดท์กับการเชื่อมต่อโดยรวม รีบูทเราเตอร์หรือสลับเป็นเครือข่ายมือถือเพื่อตรวจสอบ
- แอปต้องการตำแหน่งจริงแต่แอพยังแสดงตำแหน่งต่างประเทศ: ตรวจสอบตั้งค่าตำแหน่ง (Location Services) และปิดการแชร์ตำแหน่งที่มาจาก VPN หรือแอปที่เปลี่ยนตำแหน่ง
สถานการณ์ตัวอย่างและคำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- ต้องการเข้าใช้งานธนาคารไทย: ปิด VPN ชั่วคราว ถ้าแอปธนาคารบล็อกตำแหน่งต่างประเทศ
- สตรีมมิ่งในความเร็วสูง: ลองเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ VPN ก่อนปิดเผื่อได้เซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้กว่า แต่ถ้าคุณต้องการความเร็วสุด ให้ปิด VPN ชั่วคราว
- ใช้แอปที่ต้องการตำแหน่งจริง (เช่น บริการส่งอาหาร): ปิด VPN เพื่อป้องกันปัญหาสิทธิ์การใช้งาน
- เวลาหลังบ้านหรือที่ทำงานต้องเชื่อมต่อผ่าน VPN ขององค์กร: ตรวจสอบนโยบายก่อนลบหรือปิด เพื่อไม่ให้กระทบการเข้าถึงทรัพยากรภายในองค์กร
ความปลอดภัยหลังการปิด VPN
- หากคุณปิด VPN บ่อย ให้ตรวจสอบการตั้งค่าแอปและสิทธิ์เพื่อป้องกันการเปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ
- หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมสำคัญเมื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มี VPN
- ใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) ในบัญชีสำคัญเสมอ เพื่อชดเชยความเสี่ยงเมื่อไม่ได้ใช้ VPN
การเลือกแอป VPN ที่ควบคุมง่ายบน iPhone
- มองหาแอปที่มีปุ่ม Disconnect ชัดเจนและตัวเลือก Auto-connect ที่ปรับได้
- ฟีเจอร์ Kill switch และ Split tunneling ควรมีให้ปรับใช้งาน
- ตรวจสอบการอัปเดตโปรโตคอลและซอฟต์แวร์: เวอร์ชันใหม่ของ OpenVPN เช่น 2.7 มีการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งส่งผลต่อการเชื่อมต่อบนมือถือ (อ้างอิงข่าวอัปเดต OpenVPN)
- นโยบายบันทึกข้อมูล (no-logs), ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ และการซัพพอร์ตเป็นปัจจัยสำคัญ
ข้อควรระวังเชิงนโยบายและกฎหมาย
- บางประเทศหรือหน่วยงานกำลังพิจารณากฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้ VPN โดยเฉพาะกับเยาวชน (มีการรายงานแนวคิดจำกัดการใช้ VPN ในสหราชอาณาจักร) — ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น
- หลีกเลี่ยงการใช้ VPN เพื่อกระทำการผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนข้อกำหนดการให้บริการ
ตัวอย่างกรณีใช้งานจริง
- กรณีผู้ใช้ที่ต้องการปิด VPN เพื่อให้แอปท้องถิ่นทำงานได้ปกติ: ปิดจาก Settings แล้วเปิดใหม่เฉพาะเมื่อจำเป็น
- กรณีผู้ใช้ที่ประสบปัญหาความเร็ว: ลองเปลี่ยนโปรโตคอลหรือเซิร์ฟเวอร์ก่อนตัดสินใจปิดถาวร — บางอัปเดตโปรโตคอลช่วยปรับปรุงความเร็วได้มาก (อ่านข่าว OpenVPN 2.7 เพื่อข้อมูลเชิงเทคนิค)
สรุปสั้น ๆ และคำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- หากต้องการปิด VPN ชั่วคราว: ใช้วิธี Disconnect ผ่านแอปหรือ Settings
- หากต้องการลบถาวร: ลบโปรไฟล์ใน Settings และถอนติดตั้งแอปหากต้องการ
- ตรวจสอบฟีเจอร์ auto-connect/always-on และ kill switch ก่อนปิด เพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อซ้ำโดยไม่ตั้งใจ
- ยังคงรักษามาตรการความปลอดภัยอื่น ๆ เช่น 2FA และการอัปเดตซอฟต์แวร์ แม้จะปิด VPN
เพิ่มเติมจากข่าวและเทรนด์ล่าสุด
- โปรโตคอลและซอฟต์แวร์ VPN มีการอัปเดตต่อเนื่อง (เช่น OpenVPN 2.7) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย — การอัปเดตแอป VPN อาจแก้ปัญหาที่ทำให้คุณต้องปิดบ่อย ๆ
- นโยบายสาธารณะบางประเทศกำลังพิจารณาข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้ VPN ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งอาจมีผลต่อผู้ใช้บางกลุ่มที่ต้องพึ่งพา VPN เพื่อความเป็นส่วนตัวหรือการเข้าถึงเนื้อหา
📚 อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง
ด้านล่างเป็นบทความข่าวที่ช่วยให้เข้าใจบริบทเทคโนโลยีและนโยบายรอบ VPN มากขึ้น
🔸 OpenVPN 2.7 เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย
🗞️ แหล่งข่าว: redeszone – 📅 2026-02-16
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม
🔸 รัฐบาลอังกฤษเสนอจำกัดการใช้ VPN สำหรับเยาวชน
🗞️ แหล่งข่าว: ispreview – 📅 2026-02-16
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม
🔸 TikTok Local Feed กับข้อกังวลเรื่องตำแหน่ง
🗞️ แหล่งข่าว: piunikaweb – 📅 2026-02-16
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม
📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
บทความนี้รวบรวมข้อมูลสาธารณะและผ่านการช่วยเหลือจาก AI เพื่อการแบ่งปันและอภิปรายเท่านั้น
ข้อมูลบางส่วนอาจยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ หากคุณพบข้อผิดพลาดแจ้งเราเพื่อแก้ไข
คำแนะนำในบทความไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือทางเทคนิคที่เป็นทางการ โปรดใช้วิจารณญาณก่อนปฏิบัติ
ไฮไลท์คืออะไร? ลองใช้ NordVPN ได้แบบไม่มีความเสี่ยง!
เรามีการรับประกันคืนเงินภายใน 30 วัน — ถ้าไม่พอใจ ยกเลิกได้และขอเงินคืนเต็มจำนวนภายใน 30 วันโดยไม่ต้องตอบคำถาม
รองรับวิธีชำระเงินทุกประเภท รวมถึงคริปโตเคอเรนซี่ด้วย
