บทนำสั้น ๆ
VPN ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวและเข้ารหัสการเชื่อมต่อบน iPhone แต่บางสถานการณ์ต้องการปิด VPN ชั่วคราวหรือถอดออกถาวร เช่น ต้องการเข้าถึงคอนเทนต์ท้องถิ่น เร่งความเร็วเชื่อมต่อ ประหยัดแบต หรือแก้ปัญหาแอปที่ทำงานไม่ถูกต้อง ในบทความนี้จะสอนทั้งวิธีปิดผ่านแอป, ปิดจากการตั้งค่า, ลบโปรไฟล์ VPN และเคล็ดลับตรวจสอบปัญหาที่พบบ่อย — พร้อมคำแนะนำที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ iPhone ทุกระดับ

ทำไมต้องรู้วิธีปิด VPN บน iPhone

  • เข้าถึงบริการท้องถิ่นที่บล็อกการเชื่อมต่อจากต่างประเทศ
  • แก้ปัญหาการช้า/ดีเลย์เมื่อแอปหรือเกมไม่รองรับเซิร์ฟเวอร์ VPN
  • ประหยัดแบตและลดการใช้งานข้อมูลเมื่อไม่ต้องการเข้ารหัสตลอดเวลา
  • เปลี่ยนการเชื่อมต่อชั่วคราวโดยไม่ลบโปรไฟล์ (สะดวกถ้าต้องสมัครใช้งานใหม่บ่อย ๆ)
  1. ปิด VPN โดยตรงจากแอป VPN (วิธีง่ายสุด)
  • เปิดแอป VPN ที่ติดตั้งบนหน้าจอหลักของ iPhone
  • มองหาปุ่ม “Disconnect” หรือไอคอนรูปปุ่มพาวเวอร์ แล้วแตะเพื่อยกเลิกการเชื่อมต่อ
  • รอการยืนยันจากแอปว่า “Disconnected” หรือสัญลักษณ์ VPN หายไปที่มุมบนขวาของหน้าจอ
    เคล็ดลับ: แอปยอดนิยมเช่น ExpressVPN, PureVPN จะมีปุ่มตัดการเชื่อมต่อเด่นชัดตามที่เห็นในการทดสอบสื่อเทคโนโลยีหลายแห่ง
  1. ปิด VPN จากการตั้งค่าของ iPhone (ถ้าไม่แน่ใจว่าแอปไหนกำลังต่อ)
  • ไปที่ Settings > General > VPN & Device Management (บน iOS เวอร์ชันใหม่อาจเห็นเมนู VPN ตรง ๆ)
  • หน้า VPN จะแสดงรายการโปรไฟล์และสถานะ (Connected / Not Connected)
  • เลื่อนสวิตซ์จาก Connected เป็น Not Connected เพื่อยกเลิกการเชื่อมต่อโดยไม่ต้องลบโปรไฟล์
    ข้อดี: เหมาะเมื่อแอปมีปัญหาหรือคุณลืมชื่อแอปที่เคยติดตั้งไว้
  1. ลบโปรไฟล์ VPN ถาวร (เมื่อไม่ต้องการใช้อีกต่อไป)
  • ไปที่ Settings > General > VPN & Device Management > เลือกโปรไฟล์ VPN ที่ต้องการ
  • แตะ Delete VPN หรือ Remove Profile แล้วยืนยันการลบ
    ผลลัพธ์: ลบการตั้งค่า VPN ทั้งหมดออกจากอุปกรณ์ — หากต้องการใช้อีกครั้งต้องติดตั้งแอปหรือโปรไฟล์ใหม่
  1. ปิด VPN แบบชั่วคราวผ่าน Control Center (บางโปรไฟล์รองรับ)
  • เปิด Control Center (ปัดลงจากมุมขวาบนบน iPhone รุ่น Face ID)
  • บางแอปหรือโปรไฟล์จะแสดงไอคอน VPN ให้แตะเพื่อสลับสถานะ (ฟีเจอร์นี้ขึ้นกับการตั้งค่าและแอปที่รองรับ)
    หมายเหตุ: ไม่ใช่ทุกรุ่นหรือทุกรายการเชื่อมต่อจะมีตัวเลือกนี้
  1. ตรวจสอบว่า VPN ถูกปิดจริงหรือไม่
  • ดูสถานบาร์มุมบนขวา: ถ้าไม่มีคำว่า “VPN” หรือไอคอนรูปโล่ แปลว่ายกเลิกการเชื่อมต่อแล้ว
  • ทดสอบเว็บไซต์เช็ก IP (เมื่อเปิด VPN จะเห็น IP ของเซิร์ฟเวอร์; เมื่อปิดจะกลับเป็น IP ของเครือข่ายมือถือหรือ Wi‑Fi)
  • ถ้าต้องการความแน่ใจ เปิดแอปที่เคยบล็อกหรือมีปัญหาเมื่อใช้ VPN แล้วทดสอบการทำงาน
  1. ปัญหาพบบ่อยเมื่อปิด/เปิด VPN และวิธีแก้
  • แอปยังไม่ทำงานหลังปิด VPN: ลองปิดแอปแล้วเปิดใหม่ หรือล้างแคชถ้ามี
  • การเชื่อมต่อช้าหลังยกเลิก: รีสตาร์ท Wi‑Fi หรือสลับโหมดอากาศ (Airplane mode) เปิด-ปิด แล้วเชื่อมต่อใหม่
  • โปรไฟล์หายหรือไม่สามารถลบ: ตรวจสอบว่าอุปกรณ์มีการจัดการขององค์กร (MDM) หรือไม่ — ถ้ามี อาจต้องขอผู้ดูแลระบบลบให้
  • แจ้งเตือนการใช้ข้อมูล: เมื่อปิด VPN การรับส่งข้อมูลไม่ถูกเข้ารหัส อาจมีการใช้ข้อมูลมากกว่าเดิมในบางบริการ
  1. คำแนะนำด้านความปลอดภัยเมื่อปิด VPN
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครือข่ายสาธารณะที่ไม่เชื่อถือเมื่อตัดการเชื่อมต่อ VPN
  • หากต้องการปิดเพื่อเข้าถึงเนื้อหาท้องถิ่น ให้เปิด VPN อีกครั้งหลังใช้งานเสร็จเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว
  • ตรวจสอบการตั้งค่า DNS ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงโดย VPN — บางครั้งต้องคืนค่าเป็นอัตโนมัติ (Automatic)
  1. การจัดการหลายโปรไฟล์และสวิตช์ระหว่าง VPN
  • ถ้าติดตั้งหลายแอป ให้ปิดการเชื่อมต่อในแอปที่กำลังใช้งานหรือปิดทั้งหมดจาก Settings > VPN & Device Management
  • ใช้แอปเดียวที่เชื่อถือได้แทนการติดตั้งหลายแอป เพื่อลดปัญหาการชนกันของการตั้งค่าและประหยัดแบต
  1. เมื่อควรติดต่อฝ่ายสนับสนุนของผู้ให้บริการ VPN
  • หากแอปไม่ยอมตัดการเชื่อมต่อหรือเกิดข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ
  • หากต้องการแนวทางคืนค่าโปรไฟล์ที่ถูกลบโดยไม่ตั้งใจ
  • เมื่อสงสัยว่าแอปมีพฤติกรรมแปลก ๆ ควรติดต่อผู้ให้บริการเพื่อตรวจสอบ

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่อาจเจอ

  • ต้องการชมสตรีมกีฬาในประเทศ: บางครั้งต้องปิด VPN เพื่อเข้าถึงสตรีมที่ผูกกับภูมิภาค — หลังชมแล้วเปิดกลับเพื่อความปลอดภัย (ดูตัวอย่างการใช้งาน ExpressVPN สำหรับสตรีมมิงในแหล่งข่าวเทคโนโลยีหลายแห่ง)
  • แอปธนาคารปฏิเสธการเชื่อมต่อ: แอปบางแอปบล็อกการใช้งานผ่าน VPN เพื่อป้องกันการทุจริต การปิดชั่วคราวช่วยให้ทำธุรกรรมได้สะดวก
  • ประหยัดแบตระหว่างเดินทาง: ปิด VPN ถ้าไม่จำเป็น เพื่อลดงานเข้ารหัสและประหยัดพลังงาน

การตัดสินใจ: ปิดหรือไม่ปิด VPN ขึ้นกับบริบท

  • ถ้าความเป็นส่วนตัวสำคัญเสมอ: เปิดไว้เสมอ ยกเว้นกรณีจำเป็นจริง ๆ
  • ถ้าต้องการประสบการณ์ที่เสถียรและเร็วเมื่อใช้บริการท้องถิ่น: ปิดชั่วคราวแล้วเปิดต่อเมื่อเสร็จสิ้นงาน

สรุปขั้นตอนหลักอย่างย่อ

  • ปิดผ่านแอป VPN: เปิดแอป > แตะ Disconnect
  • ปิดผ่าน Settings: Settings > General > VPN & Device Management > สลับสถานะเป็น Not Connected
  • ลบโปรไฟล์ถาวร: Settings > General > VPN & Device Management > เลือกโปรไฟล์ > Delete VPN
  • ตรวจสอบสถานะ: ดูไอคอน VPN บนสถานบาร์ / ทดสอบ IP

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • Q: การปิด VPN จะส่งผลต่อแอปทั้งหมดไหม?
    A: ใช่ การปิด VPN จะทำให้การเชื่อมต่อทั้งหมดกลับไปใช้เครือข่ายปกติ ยกเว้นแอปที่มีการตั้งค่าแยกต่างหาก
  • Q: ปิดแล้วข้อมูลยังถูกส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์เดิมไหม?
    A: ไม่ — เมื่อปิด การรับส่งข้อมูลจะไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ VPN อีกต่อไป
  • Q: ลบโปรไฟล์แล้วจะกู้คืนได้ไหม?
    A: ต้องติดตั้งแอปหรือโปรไฟล์ใหม่จากผู้ให้บริการเพื่อใช้งานต่อ

📚 อ่านเพิ่มเติมที่แนะนำ

ในส่วนต่อไปนี้เป็นแหล่งอ่านเชิงเทคโนโลยีและข่าวที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน VPN และการสตรีมมิ่ง

🔸 Tennis en déplacement: streaming fluide de l’Australian Open avec ExpressVPN
🗞️ แหล่งข่าว: lesnumeriques – 📅 2026-01-30 09:15:00
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

🔸 Free Mobile simplifie son VPN : activation en un clic
🗞️ แหล่งข่าว: generation_nt – 📅 2026-01-30 08:10:01
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

🔸 AIS 3BB FIBRE3 ผนึก ตำรวจไซเบอร์ตรวจค้นพบติดตั้ง VPN
🗞️ แหล่งข่าว: iphone-droid – 📅 2026-01-30 06:21:06
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม

📌 ข้อควรทราบ

บทความนี้ผสมผสานข้อมูลสาธารณะกับการช่วยเหลือจาก AI เพื่อให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติการ
ข้อมูลมีจุดประสงค์เพื่อการแบ่งปันและอภิปรายเท่านั้น — ไม่ได้ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการทั้งหมด
หากพบข้อมูลผิดพลาด โปรดแจ้งเพื่อให้แก้ไขปรับปรุง

30 วัน

ไฮไลท์คืออะไร? ลองใช้ NordVPN ได้แบบไม่มีความเสี่ยง!

เรามีการรับประกันคืนเงินภายใน 30 วัน — ถ้าไม่พอใจ ยกเลิกได้และขอเงินคืนเต็มจำนวนภายใน 30 วันโดยไม่ต้องตอบคำถาม
รองรับวิธีชำระเงินทุกประเภท รวมถึงคริปโตเคอเรนซี่ด้วย

สมัคร NordVPN