การปิด VPN บนเครื่อง Samsung อาจดูเป็นเรื่องง่าย แต่ในทางปฏิบัติมีหลายจุดที่ต้องตรวจเช็กเพื่อให้แน่ใจว่าการเชื่อมต่อของคุณกลับมาใช้งานปกติและไม่มีการรันบริการซ่อนอยู่ที่ยังส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอก บทความนี้ให้คำแนะนำละเอียดทั้งวิธีปิด VPN ทีละขั้นตอน ตรวจสอบโปรไฟล์/แอปที่เกี่ยวข้อง และคำแนะนำความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ควรทำหลังปิด VPN
ทำไมต้องรู้วิธีปิด VPN อย่างถูกต้อง
- ป้องกันปัญหาการเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรหรือแอปที่จำกัดภูมิภาคเมื่อไม่ต้องการใช้ VPN
- ลดความเสี่ยงจากการรันบริการของบุคคลที่สามโดยไม่ตั้งใจ
- ลดการใช้แบตเตอรี่และทราฟฟิกถ้า VPN ทำงานตลอดเวลา
- ตรวจสอบความโปร่งใสของแอประบบ เช่น AppCloud ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จำกัดสิทธิ์หรือปิดใช้งานเมื่อไม่จำเป็น
ภาพรวมก่อนเริ่ม: ชิ้นส่วนที่ควรตรวจสอบ
- การตั้งค่า VPN ภายในระบบ (Settings → Connections → VPN)
- โปรไฟล์ VPN ที่ติดตั้งผ่านแอปหรือไฟล์โปรไฟล์ (เช่น .ovpn หรือโปรไฟล์ IKEv2)
- แอป VPN ของผู้ให้บริการ (OpenVPN, WireGuard, ผู้ให้บริการเชิงพาณิชย์)
- บริการระบบที่อาจส่งข้อมูล เช่น AppCloud (ตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญให้ปิดหรือจำกัดสิทธิ์)
- การตั้งค่า Private DNS หรือ Proxy ในเครือข่าย Wi‑Fi
- ปิด VPN ผ่านเมนูการตั้งค่าของ Samsung (ขั้นตอนมาตรฐาน)
- ไปที่ การตั้งค่า (Settings) → การเชื่อมต่อ (Connections) → VPN
- หากมีรายการ VPN แสดงสถานะ “เชื่อมต่อ” ให้แตะชื่อแล้วเลือก “ยกเลิกการเชื่อมต่อ” หรือ “Disconnect”
- ถ้าต้องการลบโปรไฟล์ให้แตะที่ไอคอนตัวเลือกข้างโปรไฟล์ แล้วเลือก “ลบ” หรือ “Delete”
- ปิดหรือถอนการติดตั้งแอป VPN ที่มาจากผู้ให้บริการ
- เข้า Settings → Apps → ค้นหาแอป VPN (เช่น OpenVPN, WireGuard, ชื่อผู้ให้บริการ)
- เลือก Force stop (หยุดการทำงาน) แล้วกด Uninstall หากไม่ต้องการใช้อีก
- หากเป็นแอปที่มาพร้อมเครื่องหรือเป็นแอประบบที่ไม่สามารถถอนการติดตั้ง ให้เลือก “ปิดการใช้งาน” (Disable) หรือจำกัดสิทธิ์ (Permissions)
- ตรวจสอบโปรไฟล์ VPN ที่ติดตั้งด้วยวิธีอื่น (เช่น ผ่านไฟล์ .mobileconfig หรือการตั้งค่าของระบบ)
- ไปที่ Settings → General management หรือ Connections → VPN → แตะเมนูเพิ่มเติม
- ตรวจสอบว่ามีโปรไฟล์ที่ติดตั้งไว้หรือไม่ หากมีให้ลบออก
- ตรวจเช็กในส่วนของ Certificates/Trusted credentials เพื่อดูใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อ
- ตรวจสอบ Private DNS, Proxy และการตั้งค่าเครือข่ายที่อาจบังคับการส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์อื่น
- Settings → Connections → More connection settings → Private DNS: ตั้งค่ากลับเป็น “Off” หรือ “Automatic” หากคุณต้องการยกเลิกการใช้ DNS ภายนอก
- ในการตั้งค่า Wi‑Fi แตะเครือข่ายที่เชื่อมต่อ → Advanced → Proxy: ตั้งเป็น “None” หากเคยตั้ง Proxy ไว้
- ตรวจสอบและจัดการ AppCloud ตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ
- AppCloud เป็นตัวอย่างแอประบบที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จำกัดสิทธิ์หรือปิดการใช้งาน (Settings → Apps → AppCloud → Disable/Limit permissions)
- หากไม่สามารถถอนการติดตั้ง ให้เลือก “Deactivate/Disable” และเรียกดูสิทธิ์การเข้าถึง (Permissions) เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง ข้อมูลบัญชี และการเรียกใช้งานพื้นหลัง
- การจำกัดสิทธิ์และปิดการทำงานของบริการที่ไม่จำเป็นช่วยลดความเสี่ยงการส่งข้อมูลโดยไม่รู้ตัว
- กรณีถูกบล็อกโปรโตคอล VPN ในระดับเครือข่าย (บริบทจากการบล็อกโปรโตคอลเช่น SOCKS5, VLESS, L2TP)
- บางภูมิภาคหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอาจเริ่มบล็อกโปรโตคอลที่ใช้กันทั่วไป เช่น SOCKS5, VLESS และ L2TP ซึ่งทำให้การเชื่อมต่อ VPN ล้มเหลวหรือไม่เสถียร
- ถ้าคุณสังเกตเห็นการเชื่อมต่อไม่เสถียร ให้ปิด VPN และติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายหรือเปลี่ยนไปใช้งานเครือข่ายอื่น (เช่น ใช้เครือข่ายมือถือแทน Wi‑Fi) หรือพิจารณาใช้วิธีการเข้ารหัส/โปรโตคอลที่แตกต่าง (แต่ระวังข้อกฎหมายหรือข้อจำกัดท้องถิ่น)
- ตรวจสอบกิจกรรมเครือข่ายหลังปิด VPN
- เช็กการใช้ข้อมูลจาก Settings → Connections → Data usage เพื่อดูว่ามีการส่งข้อมูลที่ผิดปกติหรือไม่
- ใช้แอปวิเคราะห์เครือข่ายพื้นฐานหรือฟีเจอร์ในเครื่องเพื่อตรวจดูการเชื่อมต่อที่กำลังเปิดอยู่ (Network monitoring)
- หากพบแอปที่ใช้ทราฟฟิกมากโดยไม่คาดคิด ให้พิจารณาจำกัดการใช้งานแบ็กกราวด์หรือถอนการติดตั้ง
- คำแนะนำด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมหลังปิด VPN
- อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปเป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ
- ติดตั้งแอปจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น (Google Play Store หรือผู้พัฒนาเป็นที่รู้จัก)
- พิจารณาใช้งานแอนตี้ไวรัสหรือแอปความปลอดภัยมือถือเพื่อสแกนแอปและพฤติกรรมที่น่าสงสัย
- หากต้องการใช้งาน VPN อีกครั้ง ให้เลือกผู้ให้บริการที่มีนโยบายไม่บันทึกข้อมูล (no-logs), ตรวจสอบรีวิว และมีมาตรฐานการเข้ารหัสที่ทันสมัย (เช่น WireGuard, OpenVPN UDP/TCP)
- คำตอบต่อความกังวลเรื่องการเก็บข้อมูลของแอประบบ
- ขณะนี้ไม่มีหลักฐานเชิงเทคนิคที่ชัดเจนว่าแอประบบบางตัว “สอดแนม” อย่างเข้มข้น แต่คำถามเรื่องความโปร่งใสของการเก็บข้อมูลและความยากในการลบแอประบบยังคงมีความสำคัญ
- การจำกัดสิทธิ์ของแอประบบ และการปิดการทำงานของบริการที่ไม่จำเป็น เช่น AppCloud เป็นแนวปฏิบัติที่แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว
- กรณีพิเศษ: องค์กรหรือแอปต้องการการเชื่อมต่อ VPN เสมอ
- หากอุปกรณ์เป็นเครื่องทำงานขององค์กร ให้ติดต่อฝ่าย IT ก่อนปิดหรือถอนการติดตั้ง VPN เพราะอาจละเมิดนโยบายความปลอดภัยขององค์กร
- บางแอปธนาคารหรือองค์กรอาจตั้งค่าการเชื่อมต่อผ่านโปรไฟล์ที่บังคับใช้ — ปรึกษาผู้ให้บริการหรือฝ่าย IT ของคุณก่อนดำเนินการ
สรุปแบบสั้นๆ: ขั้นตอนด่วนเมื่อคุณต้องการปิด VPN บน Samsung
- Settings → Connections → VPN → Disconnect / Delete โปรไฟล์
- Settings → Apps → หยุด/ถอนการติดตั้งแอป VPN
- ลบโปรไฟล์ที่ติดตั้งด้วยมือ และตรวจ Certificates
- ตรวจ Private DNS และ Proxy ให้เป็นค่าเริ่มต้น
- จำกัดสิทธิ์หรือปิด AppCloud (หากไม่จำเป็น)
- อัปเดตระบบ และสแกนหาแอปที่น่าสงสัย
คำถามที่พบบ่อย (สั้น)
- ปิด VPN แล้วข้อมูลจะปลอดภัยขึ้นไหม?
ปิด VPN จะหยุดการส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการนั้น แต่ข้อมูลยังขึ้นกับการเชื่อมต่อปกติและการเข้ารหัสเว็บไซต์ (HTTPS) - ถ้าไม่สามารถลบ AppCloud ได้ ทำอย่างไร?
ปิดการใช้งาน (Disable) และจำกัดสิทธิ์เป็นมาตรการที่ช่วยได้ - ควรใช้ VPN หรือไม่?
ใช้เมื่อคุณต้องการความเป็นส่วนตัวหรือเข้าถึงคอนเทนต์ที่ถูกจำกัด แต่เลือกผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้และเป็นไปตามกฎหมายท้องถิ่น
📚 เพิ่มเติมที่ควรอ่าน
ด้านล่างนี้เป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมที่ช่วยให้คุณเข้าใจบริบทเทคโนโลยีเครือข่ายและเครื่องมือความปลอดภัยมือถือ
🔸 “คำแนะนำให้จำกัด AppCloud และปิดการใช้งานในอุปกรณ์ Samsung”
🗞️ แหล่งข่าว: top3vpn.us – 📅 2026-02-06
🔗 อ่านบทความเพิ่มเติม
🔸 “What is the difference between public and private Wi‑Fi?”
🗞️ แหล่งข่าว: SamMobile – 📅 2026-02-05
🔗 อ่านบทความเพิ่มเติม
🔸 “LetsVPN vs Major VPN Services: Real‑World Comparison”
🗞️ แหล่งข่าว: TechBullion – 📅 2026-02-05
🔗 อ่านบทความเพิ่มเติม
📌 ข้อควรทราบ
โพสต์นี้รวบรวมข้อมูลสาธารณะพร้อมการช่วยเหลือจาก AI เพื่ออธิบายแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด
เนื้อหาใช้เพื่อแบ่งปันและอภิปรายเท่านั้น — ไม่ได้ผ่านการยืนยันอย่างเป็นทางการทั้งหมดเสมอไป
หากคุณพบข้อมูลที่ผิดพลาดหรืออยากให้แก้ไข โปรดแจ้งเราเพื่อปรับปรุง
ไฮไลท์คืออะไร? ลองใช้ NordVPN ได้แบบไม่มีความเสี่ยง!
เรามีการรับประกันคืนเงินภายใน 30 วัน — ถ้าไม่พอใจ ยกเลิกได้และขอเงินคืนเต็มจำนวนภายใน 30 วันโดยไม่ต้องตอบคำถาม
รองรับวิธีชำระเงินทุกประเภท รวมถึงคริปโตเคอเรนซี่ด้วย
